google-site-verification: google49d119a0868d58ef.html
top of page

โรคภูมิแพ้ทางจมูก

😀โรคภูมิแพ้ทางจมูก ( Allergic Rhinitis )

เป็นโรคที่พบได้บ่อยมาก ประมาณ 20- 30 % ของประชากร

ในกลุ่มเด็ก พบได้ มากกว่า ประมาณ30-40%

⚠️โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต PM 2.5 ยิ่งถ้าเป็นเด็กด้วยแล้ว อัตราหายใจโดยพื้นฐานจะเร็วกว่าผู้ใหญ่ และการมีกิจกรรมนอกบ้านมาก ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการได้รับฝุ่นขนาดเล็กนี้มากขึ้น

ทำให้อาการภูมิแพ้ทางจมูกกำเริบได้

และมีรายงานของPM2.5 ต่อพัฒนาการ,สติปัญญาในเด็กด้วย (น่าเป็นห่วงมาก)


🧒🏻👦🏻เด็กจะมีอาการน้ำมูกไหล คัดจมูก คันจมูก บางรายก็มีอาการทางตา ร่วมด้วยเช่นคัได้นตา น้ำตาไหล นอกจากนี้บางรายจะมาด้วยกระแอมเรื้อรัง ไอเรื้อรัง

👃🏻อาการคัดจมูก จะเป็นอาการนำที่ทำให้ ผู้ป่วยมาพบแพทย์มากที่สุด

🙍🏻‍♀️🙍🏻‍♂️ในเด็กช่วงอายุที่พบมากที่สุด จะเป็น ช่วงวัยรุ่น ,รองลงมาก็ชวงอายุที่ไปร.ร.

,ช่วงเด็กเล็กมากๆ เช่นในทารกมักไม่เป็นโรคนี้

อาการที่มีแนวโน้มให้นึกถึงโรคภูมิแพ้ทางจมูก เช่น น้ำมูกไหล คัดจมูก คันจมูก จาม +-อาการทางตาเมื่อมีอาการขึ้นไปมากกว่า 2 อาการ ในระยะเวลามากกว่า 1 ชั่วโมงขึ้นไป


❌ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการ ที่ทำให้คิดถึงการวินิจฉัยอื่นเช่น

-คัดจมูก ข้างเดียว ถ้าเป็นในเด็ก มักจะเกิดจากเด็ก เอาอะไรไปยัดในรูจมูก ข้างนั้น (ถ้าคัดจมูกจาก ภูมิแพ้ มักจะคัดสลับข้าง ตามกลไกปกติของร่างกาย)

-น้ำมูก เขียวเป็นหนอง น้ำมูกไหลลงคอ ปวดจมูก โหนกแก้มร่วมด้วยก็คิดถึง ไซนัสอักเสบ

-อาการไม่ได้กลิ่น มักเป็น อาการของ ติ่งเนื้อใน โพรงจมูก (Nasal Polyp) แต่ยุคนี้ต้องอย่าลืมคิดถึง covid19 ด้วยนะค่ะ


😁การตรวจร่างกาย จะพบ เยื่อบุจมูกซีด (Inferior Turbinate)มีเมือกใสๆคลุมอยู่


📍📌การตรวจว่าแพ้อะไร จำเป็นไหมคะ

เราสามารถให้การรักษาไปเลยได้

ไม่จำเป็นต้องทำ การสะกิดผิวหนัง (Skin Prick Test ) ก่อน

ควรทำ SPT ในกรณีที่ รักษาแล้วไม่ได้ผล หรือ ต้องการทำ Desensitization เดี๋ยวนี้เค้าเรียกว่า ให้วัคซีนป้องกันโรคภูมิแพ้กัน(คือการเอาสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ในคนนั้น เจือจางลงแล้วค่อยๆฉีดเข้าร่างกายในความเข้มข้นที่มากขึ้น เพื่อให้ร่างกายเคยชินและตอบสนองต่อสารก่อให้เกิดภูมิแพ้น้อยลงเรื่อยๆ)

วิธีนี้ ค่อนข้างอันตราย อาจก่อให้เกิดภาวะแพ้อย่างรุนแรง (Anaphylactic Shock)

เพราะฉะนั้นควรทำในโรงพยาบาลที่มีความพร้อมทั้งเครื่องมือและยาในการช่วยชีวิตเท่านั้น


🎯สิ่งก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ ( Allergens)

ส่วนใหญ่ ก็เป็น ไรฝุ่น รองลงมาก็ แมลงสาบ ,ขนสัตว์ (ขนแมวมากกว่า ขน หมา) ,หญ้า,ละอองเกสรดอกไม้,เชื้อรา,ควันบุหรี่ เป็นต้น


💞โรคภูมิแพ้ทางจมูกมักพบร่วมกับโรคอื่นเช่น


1.กลุ่มโรคกลุ่มภูมิแพ้อื่นๆ เช่น หอบหืด ,โรคภูมิแพ้ผิวหนัง,แพ้อาหาร

2.กลุ่มโรคที่สัมพันธ์ทางกายวิภาคกับจมูก เช่น ไซนัสอักเสบ ,เยื่อบุตาอักเสบ,ต่อมอะดีนอยด์โต,เส้นเสียงอักเสบ,น้ำในหูชั้นกลาง

3.ปัญหาการนอน เช่นนอนกรน ,หยุดหายใจขณะนอนหลับ,ปัญหาสมาธิและการเรียน

4.เยื่อบุจมูกที่คลุม turbinate โต มักจะเป็น Inferior Turbinate


🤴เด็กที่เป็นภูมิแพ้ทางจมูก สังเกตง่ายๆ

จะชอบขยี้จมูก,ดันจมูกขึ้นเพื่อลดอาการคัน

(Allergic Salute)

เห็นรอยขวางที่สันจมูก (Transverse Crease)

ขอบตาล่างบวมแดง ช้ำ(Allergic Shiner)

เนื่องจากจมูกบวมและการไหลเวียนของเลือดดำทำได้ไม่ดี

ถ้าเด็กคนไหนจมูกตัน และต่อมอดีนอยด์โต ต้องอ้าปากหายใจตลอด ก็จะมี ลักษณะรูปหน้ายาวๆ ปากเผยอ ฟันเหยินๆพราะต้องใช้ปากหายใจ(Adenoid Facies)



🥰ปัจจุบันเราแบ่งกลุ่มคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูกตามระยะเวลาและความรุนแรงของโรค

เป็น

♦️1.ระยะเวลา

1.1 เป็นๆหายๆ (Intermittent)

ระยะเวลามีอาการ น้อยกว่า 4 วันในสัปดาห์หรือเป็นนานน้อยกว่า 4 สัปดาห์

1.2เป็นต่อเนื่อง (Persistent)

ระยะเวลามีอาการ มากกว่า 4 วันในสัปดาห์ และ นานมากกว่า 4 สัปดาห์

♦️2.คามรุนแรงของอาการ

2.1Mild เป็นน้อย

นอนหลับปกติ ,ทำกิจวัตรประจำวันได้ปกติ ทำงาน ,เรียนได้ปกติ

2.2 Moderate /Severe ปานกลางถึงมาก

จะมีอาการต่อไปนี้อย่างน้อย 1 อย่าง

ไม่สามารถนอนหลับได้ตามปกติ ,มีผลต่อกิจวัตรประจำวัน ,มีปัญหาต่อการทำงาน และเรียน ,อาการทำให้ลำบากในการดำรงชีวิต


👩‍⚕️แพทย์จะประเมินอาการ ความรุนแรง ระยะเวลาเป็นกลุ่มแล้วให้การรักษา


1️⃣ Mild Intermittent

-ให้ทาน Antihistamine second generation -ร่วมกับการใช้ยาลดอาการบวมของเยี่อจมูก(ชนิดพ่นหรือชนิดกิน)

-การหลีกเลี่ยงสารก่อให้เกิดภูมิแพ้ Allergen Avoidance ก็พอ

💊ยา Antihistamine second generation กลุ่มนี้คุณพ่อคุณแม่ รู้จักดีอยู่แล้ว เช่น Zyrtec (cetirizine) Clarityne(Loratadine)

Aerius (Desloratadine) Telfast (Fexofenadine)โดยรวมแล้วป้าหมอว่าคุณสมบัติไม่แตกต่างกันมากนัก แล้วแต่เลือกใช้


2️⃣Mild Persistent ,Moderate -Severe Intermittent

-ก็เริ่มให้ ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก

-ร่วมกับยาบรรเทาอาการข้างต้น ได้


3️⃣-Moderate – Severe Persistent

-กลุ่มนี้ก็หนีไม่พ้นต้องให้ ยาสเตียรอยด์แบบพ่นจมูกแน่นอน

-ร่วมกับยากลุ่มที่กล่าวไป

-ร่วมกับ ยา Leukotriene Antagonist

💊Leukotriene Antagonist ที่คุณพ่อ คุณแม่รู้จักดี Singulair (Monteluklast) นั่นเองค่ะ

🛑และอย่าลืมสำคัญที่สุดคือหลีกเลี่ยง สิ่งที่ทำให้เราแพ้นะ🛑

*️⃣อีกอย่างที่ช่วยได้ดีคือ การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ


⁉️ปัญหาที่เจอคือ พอคุณพ่อ คุณแม่ ได้ยินคำว่า Steroids ก็จะกังวลมากไม่กล้าใช้ บางคนไปฟังคนอื่นพูด ก็ใช้ไม่ต่อเนื่อง

ใช้เฉพาะเวลาที่มีอาการ ไม่กี่วันก็หยุดใช้

ทำให้ผลการรักษาไม่ดี

👩‍⚕️ป้าหมอต้องขอเรียนให้ทราบ เลยว่า

อย่ากลัวการใช้ยาเมื่อมีข้อบ่งชี้

แพทย์ ,กุมารแพทย์ จะเลือกใช้ยาพ่นจมูกสเตียรอยด์ โดยเลือกตาม

1️⃣ยาพ่นจมูกตัวที่มีประสิทธิภาพ ในการจับกับ

Glucocorticoids receptors ได้ดี

2️⃣มีฤทธิ์ที่ผิวเยื่อบุจมูกได้ดี

3️⃣ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายน้อย ฉะนั้นจึงมีความปลอดภัยสูง


🛑ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกที่สามารถใช้ได้ในเด็ก อายุมากกว่า 2 ปี ขึ้นไปได้แก่

1.Fluticasone Furoate (AVAMYS)

2.Mometasone Furoate(NASONEX)

3.Triamcinolone Acetonide(NASOCORT)

🛑ส่วนเด็กโตขึ้นมา อายุมากกว่า 6 ปีและ ผู้ใหญ่ สามารถใช้ Budesonide (RHINOCORT)ได้


💢ป้าหมอว่าจะเลือกตัวไหน นอกจากดูอายุผู้ป่วยแล้ว

การที่คนไข้จะใช้ได้ต่อเนื่อง (compliance)ดี

ก็คงขึ้นอยู่กับ ปัจจัยอื่นๆของยาพ่นจมูกอีก

เข่น รสชาดยาขณะพ่น ,หลังพ่น ,ลงคอแล้วมีรสอย่างไร (ขมไม่ขมคอ)

พ่นแล้วมีน้ำไหลออกจากจมูกหลังพ่นมากน้อย เวลาพ่นแล้วรู้สึกเป็นละอองฝอยดีมากไหม

ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ ทำให้ แต่ละคนก็ชอบยาพ่น

จมูกแตกต่างกันไป


❓เราจะใช้นานเท่าไหร่ดี ❓


⭕️คำตอบคือใช้ยาพ่น นาน 2-4 สัปดาห์ ประเมินอาการ ถ้าดีขึ้นค่อยๆปรับลด และให้ยาต่อเนื่องนาน 1 เดือน จะเห็นว่าไม่ต้องรีบหยุดยาเร็ว

✅พบว่า การใช้ยาพ่นสเตียรอยด์ ขนาดต่ำ ไปเรื่อยๆ จะให้ผลการรักษาดีกว่า การให้ยาพ่นขนาดสูงๆเมื่อมีอาการมากแล้ว

🆗ในช่วงที่คนไข้มีอาการมากเป็น ช่วงๆ (Seasonal) ก็ ให้พ่นยานาน 2-3 เดือนไปเลยค่ะ

Cr GSK CHANNEL

Associate Professor

Dr .Mongkol Loa-araya ChiangMai U.

ดู 10,975 ครั้ง0 ความคิดเห็น

Comments


bottom of page